ภูมิปัญญาท้องถิ่น

                                                                                                                                ระพี  สาคริก

……………………………………………………………….

บทนำ

                สัญชาตญาณอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคน แม้ว่ามนุษย์ที่อยู่ร่วมกันจะมีข้อจำกัดภายในจิตใจตนเองต่างระดับกันก็ตาม หากได้รับแรงกดดันเพิ่มมากยิ่งขึ้น ถึงระดับหนึ่งย่อมหวนกลับมาค้นหาความจริงจากธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในจิตใจตนเอง

                ช่วงที่ผ่านมา มนุษย์ค้นหาความรู้เจาะลึกลงไปในธรรมชาติซึ่งอยู่นอกตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งซึ่งเชื่อว่าคือความรู้ แท้จริงแล้วก็คือเครื่องมือที่มนุษย์นำมาใช้ค้นหาข้อมูลเพื่อต้องการรู้ความลับจากทุกสิ่งทุกอย่าง โดยที่หวังว่าจะนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสนองความต้องการให้ชีวิตแต่ละคนอยู่ได้ ลงได้มีความโลภคงหยุดได้ยาก ดังนั้นวิถีการเปลี่ยนแปลงจึงเลยขอบเขตของความพอดี โดยที่ด้านหนึ่งนำมาสนองความสะดวกสบายแก่ตนเอง ส่วนอีกด้านหนึ่งนำมาใช้เป็นเครื่องมือมอมเมาเพื่อหวังหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง

                ประเด็นหลังที่ได้กล่าวมาแล้ว นับเป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากเส้นทางดังกล่าวน่าจะนำไปสู่การฆ่าฟันกันเองของเพื่อนมนุษย์ได้ไม่ยาก

                ช่วงหลังๆ สังคมเกิดแรงกดดันจากสภาพที่กล่าวมาแล้ว เพิ่มองศาความรุนแรงสูงขึ้นเป็นลำดับ มีผลทำให้กลุ่มหนึ่งซึ่งรู้สึกได้ก่อน เริ่มหวนกลับมามองสู่อีกด้านหนึ่งที่สังคมมนุษย์เคยมีมาแล้วแต่อดีต ทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากพบความจริงว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งธรรมชาติมอบมาให้ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรก ได้ถูกมนุษย์ด้วยกันเองซึ่งยืนอยู่อีกด้านหนึ่งครอบงำทำลาย ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตจำต้องพบกับภาวะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งนี้และทั้งนั้นหากมองเห็นได้ลึกซึ้งถึงระดับหนึ่ง คงพบความจริงว่าแท้จริงแล้วรากฐานดั้งเดิมของสติปัญญาซึ่งเคยมีมาแล้วในอดีต จำต้องสูญเสียไป โดยที่วิญญาณความรักแผ่นดินอันเป็นถิ่นเกิด อีกทั้งถือเป็นบ่อเกิดของจิตสำนึกรับผิดชอบ จำต้องถูกทำลาย

                จากผลดังกล่าว มาถึงช่วงหลังๆ ได้เริ่มมีผู้คนกล่าวถึงความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น

 

ความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่น

                ถ้าจะให้อธิบายความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่นออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษรคงเป็นไปได้ยาก ที่จะสามารถสะท้อนภาพให้เห็นเป็นความจริง ในเมื่อของจริงมีอยู่แล้วในรากฐานจิตใจมนุษย์แต่ละคนมาโดยกำเนิด นอกจากนั้นการจะเกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ หาใช่อ่านจากหนังสือหรือฟังจากคนพูดไม่

                หากกล่าวถึงผลการเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ก่อนอื่นควรกล่าวฝากไว้ว่า เรื่องนี้รู้ได้เฉพาะตัว ถ้าผู้สนใจสามารถเปิดร่างกาย จิตใจ ให้เป็นอิสรภาพ

                การที่จะรู้ความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง แต่ละคนควรมีวิญญาณความรักพื้นดิน เริ่มต้นเน้นความสำคัญพื้นดินถิ่นเกิดของคน จากพื้นฐานภายในจิตใจดังกล่าว หากนำมาใช้ในการมุ่งมั่นทำงานทุกสิ่งทุกอย่าง โดยคำนึงถึงความสุขของตนร่วมกับเพื่อนมนุษย์ทุกคนอันพึงได้รับประโยชน์

                จากรากฐานจิตใจที่เข้มแข็งหลังจากพบปัญหาอย่างหลากหลาย มีความแกร่งกล้าในการต่อสู้กับความรู้สึกที่อยู่ในใจตนเองให้มั่นคงอยู่ได้ แทนที่จะรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

                วิถีทางดังกล่าวย่อมมีผลสั่งสมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นลึกซึ้งยิ่งขึ้น

                แม้การนำเรื่องนี้มาพูดมาเขียน แท้จริงแล้วเป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้น ส่วนที่เป็นของจริงน่าจะเกิดจากใจอีกทั้งมีการสั่งสมเอาไว้ในใจ ย่อมมีผลช่วยให้เกิดการรู้ความจริงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

รากฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ที่ไหน?

สัจธรรมได้บ่งชี้ไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าชีวิตมนุษย์เกิดมาจากพื้นดิน การดำรงอยู่ของมนุษย์บนพื้นฐานการพึ่งพาตนเอง ย่อมมีการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเน้นความสำคัญสิ่งที่อยู่ในระดับพื้นดิน หลังจากชีวิตมนุษย์ตายไปแล้ว ก็จะคืนลงสู่พื้นดินเป็นวัฏจักร

                แม้ระหว่างที่ชีวิตดำรงอยู่ ย่อมเริ่มต้นจากการอาศัยพื้นดินเป็นผู้เลี้ยงดูในขณะที่ยังพึ่งตนเองไม่ได้ หลังจากเรียนรู้ต่อไประยะหนึ่งรากฐานจิตใจย่อมมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นจึงมุ่งมั่นทำงานเพื่อสนองคุณประโยชน์แก่พื้นดิน ทุกสิ่งทุกอย่างมีวิถีการเปลี่ยนแปลงหมุนวนเป็นวัฏจักร โดยอาศัยเงื่อนไขที่อยู่ในจิตใจมนุษย์เองร่วมกับเงื่อนไขภายในกระบวนการสิ่งแวดล้อม

                จากภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าวิญญาณความรักของชีวิตมนุษย์ที่มีผลตอบสนองให้มนุษย์อยู่รอดต่อไปได้ตลอดในระหว่างการดำรงชีวิตอยู่ จึงขึ้นอยู่กับความรักที่มอบให้กับพื้นดินเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด

อนึ่ง ในเมื่อมนุษย์มีวิญญาณที่มีผลผูกมัดกับสิ่งภายนอก ดังนั้นความรักพื้นดินจึงไม่ได้หมายความแต่เพียงพื้นดินที่รองรับการดำรงชีวิตของมนุษย์เท่านั้น หากมองได้ลึกซึ้งลงไปถึงอีกระดับหนึ่ง ควรรู้ได้ว่าพื้นดินตามความหมายเรื่องนี้ หมายถึงพื้นดินที่อยู่ในจิตใจมนุษย์เอง

อีกประการหนึ่งมนุษย์ไม่ได้มีเพียงคนเดียวในโลก หากมีการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ดังนั้นจึงต้องมีใจรักกัน ดังที่กล่าวมาถึงช่วงนี้แล้วควรจะมองเห็นเงื่อนไขต่อไปได้อีกว่า พื้นดินคือสื่อความรัก ซึ่งทำให้มนุษย์ที่อยู่ร่วมกัน สามารถมีกระแสจิตใจที่สื่อถึงกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

จากพื้นฐานความรักดังกล่าวมาแล้ว น่าจะสะท้อนให้เห็นอีกประเด็นหนึ่งได้ว่า นอกจากความรักระหว่างกันของมนุษย์ที่ดำรงชีวิตอยู่ในท้องถิ่นเดียวกันแล้ว วิญญาณความรักของมนุษย์ยังสามารถสานต่อไปถึงทุกสิ่งทุกอย่าง อันเป็นสมบัติติดพื้นดินร่วมกับชีวิตตนเอง แม้นำมาใช้ประโยชน์ย่อมรู้คุณค่าจึงไม่ทำให้มีผลทำลายสิ่งเหล่านั้น

ณ จุดที่กล่าวมาแล้ว น่าจะเป็นศูนย์รวมของการอนุรักษ์ร่วมกับการพัฒนาให้สามารถมีทั้งการนำมาใช้ประโยชน์และการดำรงอยู่ได้ นอกจากนั้น เช่นเดียวกับความรักพื้นดิน ที่หมายถึงพื้นดินซึ่งอยู่ในจิตใจมนุษย์ ศูนย์รวมการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์ ย่อมอยู่ในใจมนุษย์คนเดียวกัน ตรงกับสัจธรรมที่บ่งชี้ไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีศูนย์รวมอยู่ในใจมนุษย์ทั้งหมด

 

เหตุที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกทำลาย

                ภายในกระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่งมนุษย์มีการเดินทางติดต่อถึงกันทั่วโลกสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

                เริ่มต้นจากสภาพของท้องถิ่นในเขตร้อนมีสรรพสิ่งต่างๆที่มนุษย์ต้องการนำมาใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย นับตั้งแต่สิ่งมีชีวิตทั้งในด้านพืชและสัตว์รวมถึงมนุษย์ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นนี้แต่ดั้งเดิมมา ได้เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคนยุคนั้นยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนั้นยังมีจิตสำนึกรับผิดชอบที่จะรักและหวงแหนแผ่นดินถิ่นเกิดรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นสมบัติติดแผ่นดิน

                ส่วนคนในภาคอื่นนอกเหนือจากเขตร้อน ได้ให้ความสนใจจุดนี้ จึงมีการออกมาล่าดินแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเหล่านี้มิได้มองข้ามความสำคัญของการล่าจิตใจมนุษย์ ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นเพื่อให้ตกเป็นทาส โดยหวังว่าจะเข้ามาถือครองทรัพยากรต่างๆได้สะดวก ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น การล่าวิญญาณความรักของคนท้องถิ่น ยังสามารถครอบงำทำให้คนเหล่านี้ตกเป็นเครื่องมือรับใช้ผลประโยชน์พวกตน ซึ่งถ้ามองว่า มองเห็นคนเป็นวัตถุก็ไม่น่าจะผิด

                ดังนั้นหากมองย้อนกลับไปยุคประวัติศาสตร์ เราจะพบความจริงว่า คนจากถิ่นอื่นได้เข้ามาใช้กลยุทธ เพื่อครอบครองแผ่นดิน ซึ่งมีทั้งล่อหลอกและบังคับ

                การบังคับ หมายถึงใช้กำลังคนพร้อมอาวุธเข้ามาบุกรุก ส่วนการล่อหลอก คือการใช้วิธีทางรัฐศาสตร์และการเมือง รวมถึงเศรษฐกิจ เพื่อให้จิตใจคนท้องถิ่นจำต้องตกเป็นเหยื่อ เริ่มต้นจากการนำผลิตผลทางเทคโนโลยี ที่เรียกกันว่าสมัยใหม่เข้ามาครอบงำ ทำให้คนท้องถิ่นตกเป็นทาส ค่านิยมที่เรียกว่า ทันสมัย ดังเห็นได้ กระแสอิทธิพลที่กล่าวถึงซึ่งมีความลึกซึ้งถึงรากฐานจิตใจ ได้เข้ามาถือครองแผ่นดินให้เห็นได้ชัดเจนจนถึงปัจจุบันนี้

                ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดผ่านสื่อทุกรูปแบบไปจนกระทั่งตัวสื่อเอง ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือคนท้องถิ่น รวมถึงรูปวัตถุซึ่งเป็นรูปแบบต่างๆที่อยู่บนพื้นฐานท้องถิ่น

                อนึ่งสิ่งสำคัญที่สุดน่าจะได้แก่ ระบบการจัดการศึกษา ซึ่งทุกวันนี้มีกระแสอิทธิพลแทรกซึมผ่านระบบนี้ เข้ามาทำลายรากฐานการพึ่งตนเอง อันถือเป็นสัจธรรมของชีวิตคนท้องถิ่นให้จำต้องอ่อนแอลงอย่างมาก

ความอ่อนแอที่เกิดขึ้นกับรากฐานคนท้องถิ่นนี้เอง มีผลทำให้พึ่งตนเองได้ยากยิ่งขึ้น จึงตกเป็นทาสอิทธิพลวัตถุข้ามชาติ ซึ่งนับวันฝังลึกลงไปจนกระทั่ง แม้มองที่อิทธิพลวัตถุที่เกิดบนแผ่นดินเดียวกัน ก็ยังเห็นว่าถูกเจือปน แทรกแซงไว้ด้วยอิทธิพลต่างชาติอยู่ในระดับที่ลึกซึ้ง อีกทั้งยังมีการโฆษณาข้อมูลในลักษณะบิดเบื่อนความจริงด้วยว่า เป็นผลิตผลที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินท้องถิ่น หากใครมีปัญญาล้วงลึกลงไปถึงจุดหนึ่ง ย่อมพบเงื่อนปมที่แฝงอยู่ภายใต้สิ่งเหล่านั้นได้ไม่ยาก

                แม้กระทั่งการท่องเที่ยว ซึ่งแท้จริงแล้วหากมองให้ลึกซึ้งถึงรากฐาน สำหรับผู้ที่ยังมีปัญญาท้องถิ่นหลงเหลืออยู่บ้างคงรู้ได้ว่า มีวัตถุประสงค์ต้องการปลูกฝังวิญญาณความรักให้คนท้องถิ่นมีจิตสำนึกรักแผ่นดิน

                หากทุกวันนี้ การที่จิตวิญญาณคนท้องถิ่นส่วนใหญ่ถูกทำลายอย่างลึกซึ้ง มีผลทำให้ได้รับการแปลสภาพมาใช้เป็นเครื่องมือหาเงินจากคนต่างชาติ

                ซึ่งแท้จริงแล้วหากใครมองได้ลึกซึ้งถึงคุณค่าของแผ่นดิน ย่อมรู้ได้ว่า คือกระบวนการนำวิญญาณชนต่างชาติเข้ามาเรียนรู้ความจริง ซึ่งก้าวต่อไปก็คงถือครองแผ่นดินไทยไว้ได้ทั้งหมด

                ในเมื่อด้านหนึ่งหย่อนยาน อีกด้านหนึ่งย่อมเข้ามาแทนที่ เช่น สัจธรรมซึ่งคนยุคก่อนเคยกล่าวฝากไว้ว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ดังนั้นถ้าไม่มองคนว่าเป็นวัตถุ หากรู้ว่าคนคือชีวิตที่มีวิญญาณ ซึ่งการมองได้ย่อมเกิดบุคคลผู้มีวิญญาณความเป็นคนท้องถิ่น ย่อมรู้ได้ว่าในสภาพปัจจุบัน สังคมไทยกำลังตกอยู่ในสภาพรับกรรมทั้งขึ้นทั้งล่อง

                เมื่อกล่าวถึงประเด็นการทำลายรากฐานคนท้องถิ่น หากมองไปสู่อนาคตย่อมสามารถคาดการณ์ได้ชัด ทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นเพราะเห็นว่า ชนรุ่นหลังที่มีชีวิตเติบโตตามมา รากฐานความเข้มแข็ง กำลังถูกทำลายตั้งแต่อายุยังไม่มากนัก

                หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่า ตั้งแต่ลืมตาดูโลกก็ได้พบสภาพแวดล้อมซึ่งถูกครอบครองโดยอิทธิพลข้ามชาติเอาไว้ชัดเจนแล้ว

                ซึ่งคนลักษณะนี้อยู่ในสภาพลืมตัว จึงไม่อาจถ่ายทอดข้อมูลจากอดีต ให้ชนรุ่นหลังมีโอกาสเรียนรู้ความจริงว่าชีวิตตนเองมีความเป็นมาอย่างไร

                ดังนั้นหลังจากคนเหล่านี้เติบโตขึ้นมาแล้ว ย่อมตกอยู่ในสภาพเสพติดอิทธิพลวัตถุข้ามชาติ หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า ความมีชาติตระกูลหรือเผ่าพันธุ์ของคนในสังคมกำลังถูกทำลายโดยสงครามเย็น

 

ข้อขัดข้องในการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น

                เท่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดภายในภาพรวมเราจะเห็นได้ว่า ดั้งเดิมภูมิปัญญาท้องถิ่นเคยมีอยู่ในรากฐานจิตใจคนไทยมาแต่อดีต แต่เป็นเพราะอิทธิพลข้ามชาติทางวัตถุที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านจากด้านบนลงมาสู่ด้านล่าง วิถีทางดังกล่าว ทางผ่านจึงเป็นสิ่งน่าสนใจจับตามองเพื่อแก้ไขปัญหา หากปิดตรงนั้นได้

                อย่างไรก็ตามมีแง่คิดสองด้าน ด้านหนึ่งได้แกคนที่ขึ้นไปอยู่ด้านบน ซึ่งจริงอยู่ย่อมไม่มีพื้นฐาน เนื่องจากพื้นฐานอยู่ด้านล่าง ดังนั้นจึงช่วยให้มองเห็นสัจธรรมว่า ถ้าคิดแก้ด้านบนต้องมุ่งแก้ด้านล่าง แต่ในขณะนี้ รากฐานซึ่งถูกทำลายย่อมทำให้ทุกคน ยิ่งเป็นคนระดับล่างซึ่งเป็นความหวัง ขาดความอดทน มีผลทำให้ถ้าจะปิดด้านบน ด้านล่างจะทนได้หรือเปล่า

                กลับอีกประเด็นหนึ่ง คนที่ขึ้นไปอยู่ด้านบน สืบเนื่องมาจากรากฐานถูกทำลายยิ่งกว่าคนด้านล่าง ยิ่งขึ้นไปอยู่ที่สูงก็ยิ่งหลงอำนาจ หลงประโยชน์ส่วนตน และหลงความมีพรรคพวกหนักมากยิ่งขึ้น ถ้าจะหวังให้คนด้านบนเสียสละผลประโยชน์หรือชะลออิทธิพลวัตถุข้ามชาติเข้ามาทำร้ายวิญญาณความเป็นไทแก่ตนเอง ของคนทั้งชาติก็คงยากที่จะทำได้

 

โอกาสที่คนไทยระดับล่างจะฟื้นตัว

                ในปัจจุบันแม้ความทุกข์และความห่วงใยที่เกิดจากการสูญเสียภูมิปัญญาท้องถิ่น จะเกิดจากคนบางกลุ่มและเกิดจากด้านล่างขึ้นไปก่อน แต่ก็เป็นด้านเดียวในขณะที่ด้านบนยัง ปากว่าตาขยิบ โดยการพูดคล้อยตามกระแสจากด้านล่าง แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ทำจากความจริงใจ

                ตัวอย่างที่ใคร่หยิบยกมาไว้ในโอกาสนี้ได้แก่ ขณะนี้ผู้ถืออำนาจในด้านการจัดการประเทศ ตั้งแต่ระดับบนลงมาถึงจุดหนึ่ง ต่างก็พูดกันว่ามีนโยบายจะสร้างชุมชนเข้มแข็ง หากหวนกลับมามองอีกด้านหนึ่ง ย่อมเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ในขณะที่รากฐานจิตใจคนยังถูกทำลายหนักมากยิ่งขึ้น แล้วเราจะทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้อย่างไร

                สิ่งที่กล่าวมาแล้วทำให้จับได้ว่า ปากอย่างใจอย่าง ซึ่งคนที่มีจิตใจอิสระย่อมมองเห็นได้ไม่ยาก

                ยิ่งในแวดวงการจัดการศึกษาด้วยแล้ว ในขณะนี้อาจพูดได้ว่า ทุกวันเวลานาทีมีกระแสทำลายรากฐานเยาวชนไทย ให้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ซึ่งก็เท่ากับผลิตคนออกมาเป็นทาสรับใช้อย่างเห็นได้ชัด แล้วเราจะใฝ่ฝันหาความเป็นตัวของตัวเอง ให้คนไทยเติบโตขึ้นมาด้วยความภูมิใจในแผ่นดินอย่างไรได้อีก

 

Make a Free Website with Yola.